เกษตรศาสตร์ คือการดูการรู้เท่าทันธรรมชาติ เพื่อให้สามารดดำรงชีวิตอยู่ในกฏเกณฑ์ของธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เราสามารถแบ่งสภาพการณ์ของธรรมชาติได้เป็นสองจำพวกหลักๆ ด้วยกันคือ
1 สภาพภูมิประเทศ และ 2 สภาพภูมิอากาศ การจะเพาะปลูก ทำนา ปลูกข้าว พืชผัก หรือ จับสัตว์น้ำ เลี้ยงสัตว์บก การปลูกบ้าน ประชากรส่วนใหญ่ของโลกมักจะมีการปรับตัวใช้ชีวิตให้เข้ากับ
สภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศเเสมอ
การเพาะปลูก
มีปัจจัยสำคัญที่สุดคือดิน ถ้าดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินแข็ง จะเพาะปลูกอะไรได้ถ้าสภาพดินไม่สมบูรณ์แข็งแรง ดินจึงเป็นตัวกำหนดพืช พันธ์ ธัญญาหารของมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม ดินในโลกเรานี้แบ่ง
ได้ออกเป็น 4 ชนิด คือ 1 ดินร่วน 2 ดินเหนียว 3 ดินทราย 4 หิน
1ดินร่วน
คือดินที่แตกตัวได้ง่าย สามารถรวมตัว หรือ แยกตัวออกจากดินอื่นได้ง่ายดาย เป็นดินที่มีช่องว่างให้อากาศแทรกผ่านเข้าไปได้เป็นอย่างดี เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืชได้แทบทุกชนิด ทั้งไม้ดอกไม้ผล
เพราะมีช่องว่างใหรากแก้วชอนไชไปหาธาตุอาหารของพืชได้เป็นอย่างดี ดินชนิดนี้ปลูกพืชจึงเจริญติบโตงอกงามดี
2 ดินเหนียว
คือดินที่เกาะกันเหนียวแน่นเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อมีความชื้น จะแตกแยกออกจากกันเฉพาะเมื่อความชื้นเหือดหายไป เป็นดินที่เหลาะกับการปลูกข้าว หรือพืชน้ำบางประเภท
และเป็นดินที่ผู้คนนิยมนำมาทำภาชนะเครื่องใช้ในครัวเรือนตั้งแต่ยุคโบราณนานมาจนถึงปัจจุบันนี้
3 ดินทราย
คือดินที่เกิดจากการแตกตัวของก้อนหินจากใหญ่ แตกตัวไปตามชั้นน้ำตก เรื่อยๆ จนเป็นเม็ดเล็กละเอียด จนกลายเป็นทราย ซึ่งคุณสมบัติของมันจะไม่มีการจับตัว จะอยู๋รวมกันอย่างอิสระ
ไม่เกิดการรวมตัวหรือละลายหายไปเมื่อโดนน้ำ ดินทรายจึงไม่ค่อยเหมาะสมกับการเพาะปลูกมากนัก จะมีพืชทนน้ำบางชนิดเท่านั้นที่ขึ้นอยู่ได้ในสภาพแห้งแล้งอย่างดินทราย เช่น พืชที่ใช้หัว ใช้ราก ใช้เหง้า
มาทำอาหาร หรือพืชล้มลุกที่สามารถเคลื่อนตัวให้วัสดุแทรกลงไปได้โดยใช้น้ำเป็นตัวประสาน
4 หิน
คือดินและแร่ธาตุที่อัดแน่นจนไม่สามารถมีอะไรแทรกซึมผ่านไปได้ หินจะเหมาะสมกับพืชบางจำพวกที่มีรากฝอยมากๆ และละเอียด จนกระทั่งสามารถยึดเกาะโขดหินนั้นไว้ดูดน้ำดูดอากาศได้ เช่น
พืชจำพวก กาฝาก ตระไคร่น้ำ เฟรินมอสต่างๆ นั่นเอง
การดูน้ำ
เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในประเทศที่มีการเกษตรกรรมอย่างบ้านเมืองของเรา จึงได้เกิดมีศาสตร์ในการพยากรณ์น้ำขึ้นมา หรือถ้าเป็นในยุคปัจจุบันก็จะมีกรรมอุทกศาสตร์ขึ้นมาใช้ในการคำนวน พยากรณ์
น้ำท่าในบ้านเมืองเรา ซึ่งปีนี้ เป็นปีที่มีน้ำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เราจะไม่พูดในเรื่องของสภาวะโลกร้อน สภาวะเอลณิณโย่ ลาณิณย่าแต่อย่างใด แต่เราจะมาทำการเปรียบเทียบให้ท่านเห็นกันจะๆ ใน
หลักการณ์ทางโหราศาสตร์ และดาราศาศตร์ ว่าจักวาลของเรานี่แหล่ะที่เป็นกลไกใหญ่ที่สุดในการกำหนดชะตากรรมของคนทั้งโลก เรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะว่าทำไมปีนี้น้ำถึงได้ล้นทะลักมากมาย ท่วมท้น
โลกของเรา และบ้านเมืองของเราเช่นนี้
ดาวพระราหู สถิตในราศีธาตุน้ำ
นั่นเท่ากับ พายุบวกน้ำ ก็ไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่าตั้งแต่พระราหูยกเข้าในเรือนราศีพิจกทำไมจึงเกิดพายุขึ้นได้บ่อย และถี่ขนาดนี้ เพราะมีทั้งลม คือพระราหู และน้ำคือ ความชื้นของราศีพิจิกเป็นตัวช่วยกระตุ้น
ให้เกิดพายุหลายลูกในเวลาติดๆ กัน นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ประเทศไทยของเรา และหลายๆ ประเทศทั่วโลก เกิดภัยพิบัติเกี่ยวกับน้ำ เพราะน้ำมานมาเยอะไป มากไป จนคนตัวเล็กๆ อย่างเราตั้งรับไม่ทัน
เมื่อได้อ่านมาถึงบันทัดนี้แล้ว บางคน หรือหลายๆ คน ต้องตั้งข้อสงสัยขึ้นในใจแน่นอนว่า แล้วมันจะเป็นแบบนี้ตลอดไปรึเปล่า หรือโลกเราจะถึงกาลอวสานเพราะน้ำท่วมโลกแน่แล้ว อย่าตกใจหวั่นไหว
ไปจนเกินเหตุเลยค่ะท่านทั้งหลาย เพราะพระราหูนั้น เค้ามีการโคจรที่ไม่ยาวนัก ทุกๆ 1 ปีครึ่งเท่านั้นท่านก้จะจากไปอยู่ที่ราศีอื่นแล้ว นั่นก็หมายความว่า เหตุการณ์น้ำมาก น้ำเยอะจนท่วมกันไปทั้งประเทศ
จะอยู่กับเราไม่นานแน่นอนค่ะ จากการคำนวนการเดินของดวงดาวจะอยู่อีกเพียง 1 ปีเท่านั้น ถ้าปีหน้าเราตั้งหลักทัน เตรียมรับมือกับน้ำไว้แต่เนิ่น อย่ากักเก็บน้ำไว้มากจนเกินไป จนปล่อยไม่ทันอย่างปีนี้
รับรองได้ว่าน้ำจะไม่ท่วมหนักอย่างปี 54 นี้แน่นอนค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับการบริหารงานที่ต้องร่วมมือร่วมใจกันของรัฐบาลและคนทั้งประเทศนะคะ
ในภาควิชาเกษตรศาสตร์นี้่รณ์ยังมีรายละเอียดอีกมากมายในการจะดู ดิน ดูน้ำ ดูลม และดูสภาวกาวการต่าางๆ ของธรรมชาติ ที่นักชัยภูมิศาสตร์ทุกคนควรรู้ ซึ่งอาจารย์ไม่สามารถนำเสนอ
ทั้งหมดได้ในเวลาเดียวกันทั้งหมด ท่านที่สนใจในศาสตร์แห่งธรรมชาตินี้ ในโอกาสหน้า อาจารย์จะจัดทำเป็น อีบุ๊คให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาหาความรู้ต่อไปในอนาคตค่ะ